@amazing

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ต้องอ่าน!!!

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

ญี่ปุ่น สุดยอดประเทศในฝันของนักท่องเที่ยว แหล่งรวมการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเช่น ภูเขาไฟฟูจิภูเขาไฟที่สวยที่สุด เทศกาลหิมะสุดอเมซิ่งที่ซัปโปโร ฟาร์มดอกไม้แสนสวยที่ฟูระโนะหรือ เกาะแก่งต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่มีทรัพยากรธรรมชาติที่แปลกตาและงดงาม นอกจากนั้นยังมีสถานที่เก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ วัดวาอารามและพระราชวังโบราณซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีทั้งยังเป็นสวรรค์ของนักชิม อาหารหลากหลายเมนูล้วนแล้วแต่เลิศรส อีกอย่างที่ถูกใจนักช๊อปก็คือ ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าราคาถูกคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของเล่น ขนมของฝากอร่อยๆ ชม 30 ของฝากจากญี่ปุ่น

การเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองปัจจุบันนี้ง่ายมากๆ กับฟรีข้อมูลที่ช่วยให้คุณรู้ข้อมูลของเมืองต่างๆในญี่ปุ่นเพื่อที่จะวางแผนการเที่ยวได้อย่างถูกต้อง (ชม 10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น >>> เที่ยวญี่ปุ่น)


การวางแผน


วางแผนก่อน เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

สิ่งที่เราจะต้องทำคือ วางแผนก่อนว่า เราจะไปกี่วัน ไปเที่ยวไหน ตั้งงบประมาณไว้เท่าไหร่ รายจ่ายหลักๆก็คือค่าตั๋วเครื่องบิน นอกจากนั้นก็เป็นค่าที่พักต่อคืนประมาณ 700 บาท (2,000 เยน) เป็นอย่างต่ำ ค่าอาหารประมาณ 200-350 บาท (600-1,000 เยน) ต่อมื้อ และค่ารถไฟภายในเมืองแบบตั๋ววัน ประมาณ 200-350 บาท (ประมาณ 600-1,000 เยน)

เที่ยวญี่่นด้วยตัวเองกันเถอะ

แนะนำว่าคุณควร หาข้อมูลเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้มากที่สุดและก็อย่าลืมแลกเงินเยน นอกจากนั้นก็เป็นการเตรียมอุปกรณ์การเดินทาง และเครื่องใช้ส่วนตัว กระเป๋า เครื่องแต่งกาย โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสาร กล้องถ่ายรูป สำหรับคนที่ต้องการใช้เน็ต Wifi ให้เช่าบริการ Pocket Wifi จะประหยัดที่สุด และใช้งานได้พร้อมกัน ตั้งแต่ 5-10 คน ต่อ 1 เครื่อง

และอีกวิธีที่ประหยัดงบได้มากเลยก็คือพกอาหารจากเมืองไทยไปด้วย เช่นบะหมี่สำเร็จรูปหรืออาหารซองทั้งหลายซึ่งช่วยได้มากในมื้อที่เบื่ออาหารญี่ปุ่นแถมประหยัดแบบสุดๆเหลือเงินไว้ชอปปิ้งได้เยอะเลย . . . ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีภัยทางธรรมชาติค่อนข้างรุนแรงอย่าง พายุไต้ฝุ่นหรือสึนามิ ดังนั้นควรเช็คสภาพอากาศที่ญี่ปุ่นก่อนเดินทางเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองนะครับ เช็คสภาพอากาศได้ที่ Accuweather.com  ค่อนข้างแม่นยำและเช็คล่วงหน้าได้ 25 วัน.


วิธีการจองตั๋วเครื่องบิน


ทำได้หลายวิธีเช่น ซื้อผ่านสำนักงานสายการบินโดยตรง หรือ ซื้อที่หน้าร้านบริษัทตัวแทนจำหน่ายและซื้อผ่านระบบออนไลน์ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายสุดโดยจองล่วงหน้าผ่านเวบไซด์ตัวแทนจำหน่ายตั๋วของสายการบิน ที่เชื่อถือได้ เช่น

http://www.cheaptickets.co.th
http://www.expedia.co.th
http://www.skyscanner.co.th

หรือจองแบบออนไลน์ ผ่านเว็บสายการบินโดยตรง ได้แก่

www.airasia.com
www.thaiairways.co.th

และควรจองตั๋วเที่ยวบินล่วงหน้าก่อนที่คุณจะเดินทาง หลายๆเดือน เพราะราคามีการเปลี่ยนแปลงตลอด โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยว แนะนำว่าควรสมัครสมาชิกเว็บไซต์ที่ขายตั๋วสายการบินต่างๆเพราะ เวบเหล่านี้จะส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดโปรโมชั่นต่างๆถึงเราโดยตรง


การหาที่พัก


การหาที่พักในญี่ปุ่นแบบจองไปก่อนซึ่งควรทำเป็นอย่างยิ่ง

– จองผ่านตัวแทนจำหน่าย โดยจองผ่านหน้าร้าน
– จองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง
– จองออนไลน์ผ่านตัวแทนที่รับจอง

www.booking.com  วิธีการจองไม่ยากครับ พิมพ์ชื่อเมืองและวันที่จะเข้าไปพัก หลังจากนั้นก็มีโรงแรมขึ้นมาให้เลือกมากมาย ส่วนวิธีชำระเงินก็แสนง่าย เพียงแค่เอาบัตรเครดิตไปค้ำประกันและ ให้คุณเอาเงินสดไปชำระในวันที่เข้าพักจริงโดยไม่มีการตัดเงินจากบัตรเครดิต ข้อดีของการจองผ่าน booking.com คือยังไม่ต้องจ่ายเงินเลย ค่อยไปจ่ายวันที่เข้าพัก

www.agoda.com  เหมือนเว็บไซต์แรกทุกอย่างต่างกันแค่เพียงวิธีชำระเงิน คือเว็บนี้ เมื่อคุณกรอกข้อมูลบัตรเครดิตไปและยืนยันการสั่งจอง เว็บไซต์จะตัดยอดบัตรเครดิตของคุณทันที  แล้วก็เลื่อน หรือยกเลิกได้โดยไม่เสียค่าอะไรเลย แต่ต้องก่อนวันที่จอง 7 วัน ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมีหลากหลายประเภทให้เลือกพักตามใจชอบ

  • แบบแรกก็ เกสต์เฮาส์ เป็นห้องพักเล็ก ๆ ราคาถูก ประมาณ 700-1,300 บาท (ประมาณ 2,000-3,500 เยน) สามารถเลือกจองได้ว่าจะจองเป็นห้องส่วนตัว หรือนอนรวมกับคนอื่น

guest house

  • หรือจะพักแบบแคปซูลซึ่งเป็นตู้นอนเล็ก ๆ ส่วนตัว ห้องน้ำรวม ราคาต่ำสุดประมาณ 700 บาท (ประมาณ 2,000 เยน)  ถ้าต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำในตัว โทรทัศน์ ก็ต้องจองโรงแรม ประมาณหัวละไม่ต่ำกว่า 1,100 บาท (3,000 เยน)

capsule

  • ถ้าอยากนอนบรรยากาศแบบญี่ปุ่นจริงๆก็ต้องพักเรียวกัง  ราคาก็ประมาณ 2,100-3,500 บาท (ประมาณ 6,000-10,000 เยน)

ryokan

ryokan2

  • แต่สำหรับขาลุยและต้องการเที่ยวแบบประหยัดก็ต้องติดต่อที่นี่ บ้านเยาวชน (ยูธ โฮสเทล) ที่ราคาไม่แพง จองโดยตรงทางเว็บไซต์ www.jyh.or.jp หรือของบ้านพักเยาวชนนานาชาติ ที่เว็บไซต์ tokyo-ih.jp

youthhostel

  • อีกหนี่งทางเลือกซึ่งประหยัดได้มากคือ นอนบนรถไฟที่มีตู้นอน รถบัส หรือเรือเฟอร์รี่ข้ามคืนตื่นมาเที่ยวต่อได้เลย (คำเตือน – เหมาะกับคนโสด เที่ยวคนเดียว หรือกับทีมงานที่เป็นขาลุยตัวจริงเท่านั้น)

sleep on a bus

  • หรือที่พักในวัด (SHUKUBO) วัดพุทธจำนวนไม่น้อยในญี่ปุ่นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืน บางแห่งมีกิจกรรมนั่งสมาธิแบบเซนด้วย เช่น ในเกียวโต

shukubo

  • นอกจากนั้นก็มีบิสซิเนสโฮเต็ล โรงแรมสำหรับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเป็นห้องเดี่ยวมีสิ่งของเฉพาะที่จำเป็นและราคาจะถูกกว่าโรงแรมทั่วไปหรือโอมสเตย์แบบพักกับครอบครัวชาวญี่ปุ่นก็มีนะครับ

business hotel


 ขั้นตอนการเข้าประเทศญี่ปุ่น


immigration japan

ขั้นตอนแรกก็คือแสดงพาสปอร์ตให้กับเจ้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หลังจากนั้นก็พิมพ์ลายนิ้วมือ ขั้นตอนต่อมาจะเป็น การถ่ายภาพใบหน้าของผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นและ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการสัมภาษณ์สั้นๆ พอจบแล้วก็ คืนพาสปอร์ตให้เราเป็นอันเสร็จพิธีง่ายๆไม่ยุ่งยาก  อีกเรื่องก็คือการยกเว้นวีซ่าของญี่ปุ่น หมายถึง อยู่พำนักในประเทศญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วันเท่านั้น ซึ่งถ้าหากใครต้องการพำนักที่ญี่ปุ่นมากกว่า 15 วัน ต้องขอวีซ่านะครับ


 การเดินทางในญี่ปุ่น


JR pass

การเดินทางด้วยรถไฟในประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเดินทางท่องเที่ยวซึ่งกำหนดเวลาการเดินทางได้แน่นอนและค่อนข้างปลอดภัย และมีบัตรโดยสารพิเศษสุดคุ้มสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่าง Japan Rail Pass หรือมีชุดบัตรโดยสารที่รวมส่วนลดพิเศษเช่นค่าตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว รถโดยสารประจำทาง ที่ญี่ปุ่นหากคุณจะรอขึ้นรถโดยสารให้ไปยืนรอที่ป้ายรถโดยสาร รถจะจอดที่ป้ายทุกครั้ง ค่าโดยสารราคาไม่แพงเท่าขึ้นรถไฟชินคันเซน และหากนั่งรถข้ามจังหวัดข้ามคืนยังประหยัดค่าโรงแรม โดยนอนในรถและตื่นมาตอนเช้าในสถานที่ที่ต้องการท่องเที่ยวได้เลย

นอกจากนั้นยังมี บริการทางเรือซึ่งมีทั้งแบบเส้นทางระยะสั้นที่เชื่อมตามเกาะต่าง ๆ และยังมีการให้บริการเรือในเส้นทางระยะทางยาวข้ามหลายจังหวัดพักบนเรือได้เลย    ในการท่องเที่ยวเส้นทางสั้นๆตามแหล่ง

ท่องเที่ยวก็จะมีจักรยานให้เช่าราคาถูก ได้ออกกำลังกาย ดีต่อสุขภาพและเที่ยวซอกแซกได้ตามใจเราเลย


อาหารในญี่ปุ่น


japan food

อาหารญี่ปุ่นราคาทั่วไปก็มีประเภท ราเมง, อูด้ง, ข้าวแกงกะหรี่ ซึ่งราคาจะตกอยู่ประมาณ 200-350 บาทต่อมื้อ 600-1,000 เยน ขณะที่อาหารที่หรูขึ้นอย่างพวกซูชิหรือปลาดิบ จะแพงมากกว่าพอสมควร ข้าวกล่องตามแฟมิลี่ มาร์ท, ลอว์สัน หรือเซเว่น อีเลฟเว่น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและมีราคาถูก ประมาณ 70-140 บาท (200-400 เยน) . . . ส่วนน้ำดื่มในญี่ปุ่น มีทั้งชาเขียว น้ำอัดลม ชานม ชามะลิ ซึ่งปกติน้ำขวดในญี่ปุ่นจะอยู่ประมาณ 40-50 บาทต่อขวด (ประมาณ 120-150 เยนต่อขวด)


สภาพภูมิอากาศของประเทศญี่ปุ่น


japan weather

มี 4 ฤดูกาลซึ่งสภาพอากาศ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

*ฤดูใบไม้ผลิ : (มีนาคม-พฤษภาคม) อากาศอบอุ่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 13-25 องศาเซลเซีย

*ฤดูร้อน : (มิถุนายน-สิงหาคม) อากาศร้อนชื้นโดยมีฝน ในช่วงต้นฤดู อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส

*ฤดูใบไม้ร่วง : (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศอบอุ่น มีพายุไต้ฝุ่นในช่วงเดือนกันยายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 22-27 องศาเซลเซียส

*ฤดูหนาว : (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศหนาวจัดและ มีหิมะตกมากทางภาคเหนือของประเทศ ส่วนทางใต้ อากาศจะอบอุ่นกว่า อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 05-07 องศาเซลเซียส


ไปเที่ยวด้วยตัวเอง ฤดูไหนดี


หากไม่แน่ใจว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองช่วงไหนดี ก็ลองมาดูสภาพอากาศ บรรดาเทศกาลงานรื่นเริงและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆว่าคุณอยากสัมผัสญี่ปุ่นในรูปแบบไหน


ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค – ส.ค.)


เป็นช่วงเวลาแห่งความสด ชื่นเบิกบาน ดอกไม้เริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อยๆเริ่มพัดพาเอากลิ่นไอแห่งธรรมชาติ สัมผัสกับดอกซากุระผลิบานที่ไล่ตั้งแต่ภาคใต้ถึงภาคเหนือ  เริ่มจากช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนอันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไป ด้วยสีชมพู และขาว ชาวญี่ปุ่นจะพากันเอาเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระ และจิบสาเกพลางชื่นชมความงามของซากุระ เป็นภาพที่ติดตรึง อยู่ ในความทรงจำและประทับใจ

  • สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในฤดูนี้ได้แก่

1. ศาลเจ้าเฮอัน – เมืองเกียวโต ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสวนซากุระที่สวยที่ สุดในโลก  ศาลเจ้าเฮอัน ศาลเจ้าคู่บ้านคู่เมืองเกียวโต  ด้านหน้าศาลเจ้ามีโทริอิยักษ์สีสดใสซึ่งเป็นโทริอิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ด้านหลังมีสวนสวยที่ออกแบบคล้ายสวนจีน มีสระน้ำขนาดใหญ่ รวมทั้งต้นซากุระมากมาย  สถานที่แห่งนี้เป็นจุดชมซากุระยอดนิยมของนักท่องเที่ยว วันที่ 22 ตุลาคมของทุกปีจะมีเทศกาล (Jidai Matsuri) เทศกาลใหญ่ 1 ใน 3 ของเกียวโตซึ่งผู้เข้าร่วมขบวนกว่า 3,000 คน จะแต่งชุดย้อนยุคตามยุคสมัยต่างๆของญี่ปุ่น

1-1

2. สวนพระราชวังอิมพีเรียล แห่งกรุงเกียวโต”ชมอุทยานซากุระ 100 ปี ต้นซากุระนับพันต้นของสวนแห่งนี้มีอายุกว่า 100 ปีเลยทีเดียว

1-2

3. ปราสาทนิโจ้  Nijo Castle ที่นี่ออกจะแปลกกว่าปราสาทที่อื่น ตรงที่ตัวปราสาทถูกทำลายไปจนหมดสิ้น คงหลงเหลืออยู่แต่ที่พักของโชกุน ที่ลักษณะเหมือนเรือนแถวยาว ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ทางเดินในเรือนนี้จะมีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ของกระดิ่งเล็กๆ ในทุกย่างก้าวซึ่งทำไว้สำหรับป้องกันการลอบเข้ามาของศัตรู รอบๆตัวปราสาท ประกอบด้วยสวนหินแบบเซน ของญี่ปุ่น และสวนซากุระที่พร้อมใจกันผลิดอกสีชมพูโชว์ความงามต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

1-3

4. วัดน้ำใส หรือ Kiyomitsu Dera  วัดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา สัญญลักษณ์ของวัดนี้คือเจดีย์ 5 ชั้นแบบญี่ปุ่น และวิหารไม้โบราณที่สร้างอยู่บนยอดเขา บริเวณวัดล้อมรอบไปด้วย “ป่าซากุระ” ซึ่งในวันที่ดอกซากุระพร้อมใจกันบาน จะเห็นภูเขาทั้งลูกเต็มไปด้วยสีชมพู ตัดกับสีน้ำตาลเข้มของวิหารไม้สวยงามเป็นอย่างยิ่ง

1-4

5. สวน Maruyama Koen ไฮไลท์ของที่นี่คือยามค่าคืนจะมีการประดับไฟตามต้นซากุระและมีการเล่นแสง สีภายในสวนอย่างงดงามจนดูราวกับ สวนในผันเลยทีเดียว

1-5

6. Arashiyama สถานที่ชมซากุระอีกแห่งหนึ่งนั่นคือ สะพานอะราชิยามะ ซึ่งสะพานแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยสวนซากุระขนาดใหญ่ซึ่งเป็น ซากุระพันธุ์ระย้า Weapping เป็นพันธ์ที่จัดว่าสวยที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมซากุระได้ทั้งแบบเดินชม และ ล่องเรือชมซากุระ

1-6

7. ปราสาทคุมะโมะโตะ (Kumamoto Castle) ปราสาทแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ปราสาท ที่มีแนวรั้วกำแพงหินที่สวยที่สุดในประเทศ  มีการแสดงแสงสีประกอบการเข้าชมซากุระยามค่ำคืนด้วย นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมีภูเขาไฟอาโซะ (Mt. Aso) ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นซึ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

1-7

8. ชมซากุระเมืองโอซาก้า ที่สวนสาธารณะ Osaka-jo Koen  สวนสาธารณะ Nagai Koen  สวน Yodogawa Riverside Park และจุดยอดนิยมที่โรงกษาปณ์ Zohei-kyoku ซึ่งมีต้นซากุระหลายร้อยต้นเรียงรายอยู่สองข้างทางเสมือนดังอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยสีชมพูสดใสของดอกซากุระ

1-8

  • สถานที่ชมดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ 10 แห่ง

1. อุทยานดอกไม้  Showa Kinen Koen ตั้งอยู่ชานกรุงโตเกียว นักท่องเที่ยวจะสามารถเพลิดเพลินไปกับต้นไม้และดอกไม้นานานพันธ์ซึ่งมีถึง 5 โซน และการจัดสวนก็จะจัดอย่างงดงามและแปลกแตกต่างกันออกไป นอกจากชมความงามของธรรมชาติแล้ว นักท่องเที่ยวและชาวเมืองยังนิยมมาทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆที่สวนแห่งนี้ เช่น การอ่านหนังสือหรือนอนพักผ่อนภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ การปิ้งบาร์บีคิวเพื่อสังสรรค์ ส่องนก ขี่จักรยาน พายเรือ หรือการวิ่งออกกำลังกาย

2-1

2. สวน Hitachi Seaside Park จังหวัด Ibaraki  เป็นสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ผลิบานตลอดทั้งปี และในช่วงของฤดูใบไม้ผลินี้จะมีทั้งดอกทิวลิป ซากุระและไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ ดอกเนโมฟีล่าจำนวน 4.5 ล้านต้นที่ปกคลุมอยู่เหนือพื้นดินราวกับสวนแห่งนี้ถูกปูด้วยพรมสีฟ้าอ่อน

Kochia - Hitachi Seaside Park, Japan

3. Shiba-zakura สวน hitsujiyamakoen จุดชมวิวของที่นี่คือถ้ามองลงมาจากเนินเขาจะเห็นเหมือนสวนแห่งนี้ถูกปูด้วยพรมแสนสวยสีม่วงเข้มสลับสีชมพูอ่อน ที่นี่มี Shiba-zakura ปลูกถึง 9 ชนิด จำนวนกว่า 400,000 ต้นเลยทีเดียว

2-3

4. ทะเลสาบ Motosuko เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ตั้งอยู่รอบภูเขาไฟฟูจิ ที่นี่มีเทศกาล Fuji Shiba-zakura ทุกปี ท่านจะได้ชมความงามของดอก Shiba-zakura ซึ่งมีมากถึง 700,000 ต้นพร้อมภาพสะท้อนแสนสวยของภูเขาไฟฟูจิเหนือผืนน้ำของทะเลสาบ

2-4

5. สวนดอกเรนเกะ วัด Bichu Kokubunji (Shomu) นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมาถ่ายรูปของสวนดอกเรนเกะแสนสวยซึ่งมีเจดีย์โบราณห้าชั้นสัญญลักษณ์ของวัดเป็นฉากหลัง

2-5

6. Hiezu-Sou Tulip อำเภอ Hiezu เป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่มีชื่อเสียงในจังหวัด Tottori มีมากกว่า 20 สายพันธุ์

2-6

7. Bihoku National Hillside Park จังหวัด Hiroshima  สวนดอกไม้ที่คุณสามารถไปชื่นชมความงามของดอกไม้ได้ตลอดทั้งปี

2-7

8. ดอกไม้สีม่วงแสนสวย ดอก Wisteria ที่มีลักษณะดอกเป็นพวงระย้า ห้อยลงสู่พื้นดินและมีกลิ่นหอม สถานที่ยอดนิยมในการชมดอก Wisteria ก็ได้แก่  Kawachi Fuji Garden สวนดอกไม้ที่ใหญ่ติดอันดับในประเทศญี่ปุ่นโดยมีจุดเด่นอยู่ที่มีต้น Wisteria มากมายเกือบ 200 ต้นและอีกแห่งก็คืออุโมงค์ดอกวิสทีเรียสุดโรแมนติคที่ละครดังช่อง 3 ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลายครั้ง

2-8

9. เทศกาลชมดอกชิบะซากุระสถานที่ชมสีสันและความสดใสของดอกชิบะซากุระโดยมีภูเขาไฟฟูจิแสนสวยเป็นฉากหลัง เทศกาลชมดอกชิบะซากุระนี้จัดขึ้นในเขตโมโตสุ จังหวัดยะมะนะชิ ในฤดูนี้ดอกชิบะซากุระหลากหลายสายพันธ์กว่า 800, 000 ดอก จะพร้อมใจกันแย้มดอกบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ 2.4 เฮกเตอร์

2-9

10. ชมซากุระบาน ณ สวน โทโงขุชัง (Togokusan) ซึ่งมีต้น “ชิดาเระ ซากุระ” (shidare-zakura) อยู่ถึง 1,000 ต้น ชิดาเระ ซากุระ เป็นต้นซากุระที่กิ่งจะโน้มลงมาสู่พื้น ยามดอกบานเต็มต้น จะดูเหมือนม่านน้ำตกดอกซากุระ ถือว่าเป็นประเภทของซากุระที่มีความสวยงามมากที่สุด และในเดือนเมษายนของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกชิดาเระ ซากุระและชมต้นผลไม้นานาชนิด

2-10


 เที่ยวญี่ปุ่นฤดูร้อน (มิ.ย. – ส.ค.)


มิถุนายน-สิงหาคม หนึ่งในข้อดีของการมาเยือนญี่ปุ่นหน้าร้อนก็คือ ตั๋วเครื่องบินที่มีราคาถูกกว่าช่วงอื่นๆ และไม่ต้องขนอุปกรณ์กันหนาวทำให้เหลือที่ว่างสำหรับใส่ของที่อยากจะซื้อได้มากขึ้น และใครที่ชอบปีนเขาต้องมาช่วงกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงของการปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจิภูเขาไฟที่โด่งดังไปทั่วโลก ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่บนภูเขาไม่มีหิมะและอากาศกำลังสบาย

ไฮไลท์อีกแห่งก็คือเมืองฟุระโนะใจกลางเกาะฮอกไกโดซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งทุ่งดอกไม้ อากาศที่นี่ไม่ร้อนมาก คุณจะได้ชมดอกไม้นานาพันธ์แข่งกันผลิบาน เต็มพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลสวยงามตระการตาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่ ฟาร์มโทมิตะ ซึ่งปลูกดอกลาเวนเดอร์สีม่วงแสนสวยบานเต็มท้องทุ่งอันกว้างใหญ่

เทศกาลชมดอกซากุระบานหน้าร้อน เทศกาลฮะนะมิ (Hanami) หรือเทศกาลชมดอกซากุระบาน เวลาบานของดอกซากุระนั้นจะไล่เรียงกันไปตามเขตต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น จากภาคใต้ไปยังภาคเหนือ ช่วงที่ดอกซากุระจะบานมากที่สุด คือ ช่วงเดือน มีนาคม-เดือนเมษายน

  • สถานที่ชมดอกซากุระยอดนิยม 8 แห่ง ในช่วงเดือน มีนาคม-เดือนเมษายน

1. สวนอุเอโนะ (Ueno Park) เมืองโตเกียว (Tokyo) – สถานที่ชมดอกซากุระยอดฮิตของโตเกียว ซึ่งมีต้นซากุระกว่าพันต้น มีการจัดงานชมดอกซากุระซึ่งจะบานพร้อมๆกันในช่วงเดือนเมษายน ในยามค่าคืนยังมีการประดับตะเกียงไฟร่วม 1,000 ดวง เพิ่มความ สวยงามและสร้างความโรแมนติคให้สวนแห่งนี้เป็นอย่างมาก

1-1x

2. อุโมงค์ซากุระ โรงกษาปณ์โอซาก้า เมืองโอซาก้า (Osaka) – ในช่วงที่ซากุระบานเต็มที่ในเดือนเมษายน โรงกษาปณ์แห่งนี้จะเปิดเป็นอุโมงค์ธรรมชาติลอดใต้ซุ้มต้นซากุระให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศโรแมนติกของการเดินลอดอุโมงค์ซากุระสีชมพู ในช่วงเวลาค่ำคืนก็จะมีการประดับไฟสวยงาม ในทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปชมซากุระและถ่ายรูปที่นี่กันนับล้านคน

1-2

3. ปราสาทฮิเมจิ  ใกล้กับเมืองโอซาก้า (Osaka) – ปราสาทฮิเมจิปราสาทมรดกโลกที่ขึ้นว่าเป็นปราสาทที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น มีเทศกาลชมดอกซากุระซึ่งบานพร้อมๆกันนับพันต้น และการแสดงดนตรีโบราณในสวนซากุระอีกด้วย

1-3

4. ทางเดินชมซากุระ แม่น้ำเมงุโระงะวะ เมืองโตเกียว (Tokyo) – ทางเดินเลียบแม่น้ำยาว 4 กิโลเมตรที่มีต้นซากุระอยู่กว่า 830 ต้น ในช่วงดอกซากุระบานราวเดือนเมษายน จะมีการเปิดไฟประดับสวยงามตระการตา

1-4

5. ทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ เมืองยะมะนะชิ (Yamanashi) – สถานที่ชม ดอกซากุระพันธุ์ฟูจิ (Fuji Sakura) ซึ่งมีดอกขนาดเล็กน่ารัก ในบริเวณภูเขาฟูจิมีต้นซากุระพันธุ์นี้อยู่กว่า 20,000 ต้น และในช่วงเดือนเมษายนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งภูเขา ก็จะมีเทศกาลชมดอกซากุระฟูจิประจำปีเช่นกัน

1-5

6. สวนเค็นโรคุเอ็น เมืองอิชิคาวะ (Ishikawa) – สวนสวยแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ของสวนสาธารณะที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ที่สำคัญสวนแห่งนี้มีต้นซากุระพันธุ์พิเศษในเดือนเมษายนจะมีเทศกาลชมดอกคิขุซากุระ ซึ่ง เป็นดอกซากุระที่หาชมได้ยากและ สวยงามมาก

1-6

7. สวนดอกทิวลิปที่สวนสนุกเอาซ์ เท็น บอช  เมืองนางาซากิ (Nagasaki) – สวนสนุกสไตล์ยุโรปและหมู่บ้านชาวดัตช์ที่ตั้งอยู่ริมทะเล ซึ่งเรียกกันว่าเป็นลิตเติ้ลยุโรป

1-7

8. โดมดอกวิสทีเรียที่สวนดอกไม้อะชิคากะ เมืองอะชิคากะ (Ashikaga) ที่นี่มีต้นวิสทีเรียโบราณอายุกว่าร้อยปีที่แผ่กิ่งก้านออกไปเหมือนโดมขนาดใหญ่และยามคุณเดินลอดเข้าไปอยู่ภายใต้อุโมงค์ของดอกวิสทีเรียสีม่วงแสนสวยรับรองได้ว่าประสบการณ์ครั้งนี้จะ ประทับใจคุณแบบไม่มีวันลืมเลยทีเดียว

1-8x

  • นอกจากนั้นฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นยังมีเทศกาลงานรื่นเริงตามเมืองต่างๆไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย

ไฮไลท์ของหน้าร้อนในญี่ปุ่นก็คือการชมดอกไม้ไฟ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ทุกปีจะมีการจัดเทศกาลหน้าร้อนและเทศกาลดอกไม้ไฟทั่วภูมิภาคและทุกสุดสัปดาห์ ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะสวมชุด Yukata เพื่อมาเที่ยวชมงาน ดอกไม้ไฟจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

1. เทศกาลดอกไม้ไฟทะเลสาบโทยะฮอกไกโด-  ที่นี่ดอกไม้ไฟจะถูกจุดทุกค่ำคืนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถือเป็นเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยาวนานที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากดอกไม้ไฟจะจุดจากบนเรือที่แล่นอยู่บนทะเลสาบโทยะ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่มุมไหนของทะเลสาบก็สามารถชมความงามของดอกไม้ไฟได้

2-2

2. งานแข่งขันประกวดดอกไม้ไฟแห่งชาติ Omagari (Akita) – คืองานประกวดที่เหล่าช่างทำดอกไม้ไฟจากทั่วประเทศญี่ปุ่นนำดอกไม้ไฟของพวกเขามาประกวดกัน

2-3

3. เทศกาลดอกไม้ไฟ Nagaoka – เป็น 1 ใน 3 เทศกาลดอกไม้ไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เทศกาลมีทั้งงานทั้งกลางวันและกลางคืน มีการจุดดอกไม้ไฟและพิธีลอยโคม (Toronagashi) ซึ่งเป็นพิธีของคนญี่ปุ่นที่ผู้เข้าร่วมจะทำการลอยโคมไฟกระดาษลงในแม่น้ำเพื่อไว้อาลัยให้กับดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิต

2-4

4. นิทรรศการดอกไม้ไฟครั้งใหญ่และงาน Toro Nagashi (Fukui) – งานดอกไม้ไฟริมทะเลที่ใหญ่ที่สุด โคมกว่า 6,000 ดวงจะถูกลอยบนผิวน้ำในขณะที่ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำให้เกิดภาพสวยงามตระการตา และแสงจากดอกไม้ไฟจะสะท้อนลงมาที่พื้นน้าทำให้ทะเลกลายเป็นสีรุ้งอันงดงามนอกจากนั้นยังมีการแสดงแสง สี เสียงอย่างอลังการจึงดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้แวะมาที่นี่

2-5

5. งานเทศกาล Tenjin Matsuri – เป็น 1 ใน 3 เทศกาลหลักของญี่ปุ่น จัดขึ้นปีละครั้งที่ศาลเจ้า Osaka Tenman ดอกไม้ไฟที่นี่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทพเจ้า มีการล่องขบวนเรือแห่เทพเจ้ากว่า 3,000 คน ในทุกๆปีจะมีจะมีนักท่องเที่ยวมาเข้าร่วมงานกว่า 1,300,000 คน *งานดอกไม้ไฟสุดอลังการที่หน้า O-Torii ของศาลเจ้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

2-6

6. ดอกไม้ไฟน้ำเป็นดอกไม้ไฟที่จุดใต้น้ำโดยจะปะทุใต้ผิวน้ำแล้วแตกออกมาเป็นช่อสวยงามอยู่เหนือน้ำ ที่เกาะ Miyajima จังหวัด Hiroshima ผู้ร่วมงานสามารถชมความงามของดอกไม้ไฟได้จากริมฝั่งประตู Otorii ของศาลเจ้า Itsukushima หนึ่งในมรดกโลก

2-1

7. เทศกาลฤดูร้อน ณ ชายหาดที่สวยงามของโอกินาวะ – งานเทศกาล Ocean Expo Park เป็นเทศกาลที่จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะยอดนิยมที่อยู่ติดกับทะเลใน Okinawa นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของ Okinawa ได้อย่างเต็มที่  เป็นเทศกาลดอกไม้ไฟที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด ตื่นตาตื่นใจกับดอกไม้ไฟกว่า 10,000 ดอก และการแสดงแสงสีเสียง Sunset Concert ที่จัดอย่างอลังการ

2-7

8. งานชมดอกไม้ไฟพร้อมวิวอันสวยงามของ Rainbow bridge – งานดอกไม่ไฟที่ Tokyo Bay จัดขึ้นที่ทางทิศเหนือของ Rainbow Bridge จัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่สองของเดือนสิงหาคม มีการจุดดอกไม้ไฟกว่า 12,000 ดอก ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ในการแสดงเช่น ดอกไม้ ไฟหลากสีสัน ดอกไม้ไฟแบบจรวด และลูกบอลพลุขนาดยักษ์

2-82


เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย. – พ.ย.)


ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้  เริ่มตั้งแต่ฮอกไกโดไปจนถึงบริเวณคิวชู ใบของต้นเมเปิ้ลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงอมส้ม ส่วนใบของต้นแปะก้วยในเมืองโตเกียวก็กำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดใส ตามหุบเขา    แหล่งท่องเที่ยวและสวนสาธารณะของญี่ปุ่น จะเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวที่พร้อมใจกันเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ทองเพิ่มความงดงามให้กับขุนเขา  โดยเฉพาะเขตโทโฮกุ และ Japan Alp ต้นไม้นานาพันธ์ต่างแข่งขันกันอวดสีสันของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี   ทิวทัศน์ที่งดงามราวภาพวาดนี้จะสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวแบบไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

  • จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี10 แห่งในญี่ปุ่น

1. ทะเลสาบ คะวะคุจิโกะ – เป็นสถานที่ยอดนิยมในการชมใบไม้เปลี่ยนสีและชม ภูเขาไฟฟูจิที่ยอดเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ตัดกับสีแดงของใบเมเปิ้ลจนเป็นทัศนียภาพอันงามประทับใจอย่างที่สุด ในช่วงนี้มีการจัดงานเทศกาลชมใบโมะมิจิงานซึ่งจะประดับไฟสวยงาม สร้างบรรยากาศให้สุดโรแมนติก นอกจากนั้นยังมี สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ศิลปะบ่อน้ำพุร้อนพร้อมเรียวกังไว้บริการอีกหลายแห่ง

1-1

2. น้ำพุร้อน อุนเซนจังหวัดนะงะซะกิ ที่นี่มีต้นไม้ที่ใบกำลังเปลี่ยนสีถึง 150 กว่าสายพันธ์จากจุดชมวิวบนยอดเขาคุนิมิดะเกะคุณจะประทับใจกับความงามหลากสีสันของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี   ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของฤดูใบไม้ร่วงและเป็นแหล่งน้ำพุร้อนแห่งแรกในญี่ปุ่น ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติ มีโรงแรมห้าดาวและเรียวกัง เปิดให้บริการอยู่มากมายหลายแห่ง

1-2

3. เทือกเขาซาโอ จังหวัดยามางะตะ – เทือกเขาซาโอ เป็นเทือกเขาที่สวยงามเลื่องชื่อของญี่ปุ่น ท้องถิ่นนี้มีน้ำพุร้อนหลายแห่ง ที่นี่มีบริการกระเช้า เพื่อขึ้นไปชมใบไม้เปลี่ยนสีได้จากมุมสูง และตลอดเส้นทาง ซะโอ-เอโดไลน์ที่มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 26 กม.เส้นนี้ ท่านจะได้ชื่นชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีได้ตลอดเส้นทางเลยทีเดียว

1-3

4. น้ำตก อะกิอุโอะทะกิ จังหวัดมิยางิ – น้ำตกอะกิอุโอะทะกิแห่งเมืองเซนไดนี้เป็นน้าตกที่เลื่องชื่อในด้านความสวยงามด้วยสายน้ำที่มีความกว้างถึง 6 เมตรและตกลงมาจากความสูงกว่า 55 เมตร  เมื่อถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี มวลหมู่ต้นไม้รอบๆ น้ำตกจะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดง เขียว และเหลือง ทำให้ทิวทัศน์บริเวณนั้นงดงามประหนึ่งภาพในฝันเลยทีเดียว นอกจากนั้น ละแวกใกล้เคียง ยังมีศูนย์ศิลปหัตถกรรม ซึ่งจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองเช่นตุ๊กตาและตู้ไม้

1-4

5. ถนนบันไดอะซุมะ-สกายไลน์ จังหวัดฟุกุชิมะ – บันไดอะซุมะ-สกายไลน์ เป็นชื่อถนนเส้นทางพิเศษ ที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีโดยเฉพาะ  มีความยาวทั้งสิ้น 29 กม. จากถนนเส้นนี้มองลงมาจะเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของป่าไม้อันกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยสีแดง เหลือง เขียวและทองของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี

1-5

6. เมืองนิกโก้ จังหวัดโทะจิงิ เป็นที่ตั้งของศาลเจ้านิกโก้โทโชงู ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ นิกโก้ มี จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีหลายแห่ง ในตัวเมืองมีต้นอิโจ (แปะก้วย) ขึ้นอยู่เรียงรายและตรงถนนขึ้นเขา ที่มีชื่อว่า อิโรฮะซะกะ ก็ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางชมใบไม้หลากสีที่งดงามที่สุดในภูมิภาคนี้

1-6

7. สวน เมจิจิงงุไกเอง กรุงโตเกียว – สวนยิงงูไกเอ็งกลางกรุงโตเกียวแห่งนี้ มีต้น แปะก้วยกว่า 140 ต้น ขึ้นเรียงรายทั้งสองข้างทางอย่างสวยงาม อิโจ (แปะก้วย) จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองสดใส ในช่วงเวลานี้จะมี งานเทศกาลชมใบอิโจ นอกจากนั้นยังสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนชินจูกุเกียวเอ็ง สวนะโยะโยะงิ สวนะฮิบิยะซึ่งอยู่ในละแลกใกล้เคียงได้อีกด้วย

8.อุทยานแห่งชาติไดเซ็ทจึซัน เกาะฮอกไกโด ใบไม้บริเวณอุทยานแห่งนี้จะเปลี่ยนเสีในเดือนก.ย.ซึ่งเร็วกว่าทุกที่ในญี่ปุ่น ภาพสีเหลือง แดง ทองและสี เขียวของไม้ใบ ที่สอดสลับสีกันสวยงามตระการตาราววาดด้วยผีมือของจิตรกรเอก  และปากทางขึ้นเขาที่ชื่อว่า กินเซ็นไดยังมีแหล่งน้ำพุร้อนอยู่กว่า 10 แห่ง หลังจากที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว ท่านยังจะได้สัมผัสกับความสุขของการแช่น้ำพุร้อนกลางแจ้ง และดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงามรอบข้าง

1-8

9. ศาลเจ้า โคโตฮิระงุ เกาะชิโกกุ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของญี่ปุ่น จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่คือ ศาลเจ้าโคโตฮิระงู ผู้ที่เดินทางมาไหว้พระที่นี่ จะต้องขึ้นบันไดกว่า 800 ขั้น ท่านจะได้ชมความงามของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีตลอดเส้นทางขึ้นบันไดอย่างเต็มอิ่ม ในเดือน พ.ย. ของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีและ ชิมเส้นอุด้งที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในญี่ปุ่น

1-9

10. สวนสาธารณะโมะมิจิดะนิ จังหวักฮิโรชิม่า ตั้งอยู่ด้านหลังศาลเจ้า อิทสุกุชิมะ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ด้านวัฒนธรรม ในสวนแห่งนี้มีต้นโมะมิจิ (เมเปิ้ล) กว่า 200 ต้น จุดที่สวยที่สุดคือ สะพานโมมิจิตรงปากทางเข้าสวน  มีการจัดงานเทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเดือนพ.ย.ของทุกปี

1-10


เที่ยวญี่ปุ่นฤดูหนาว (ธ.ค. – ก.พ.)


เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วง ฤดูหนาวนี้เป็นโอกาสที่ประชากรเมืองร้อนอย่างคนไทย จะได้ไปสัมผัสหิมะกับเขาบ้าง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่เกาะฮอกไกโด บนภูเขาก็จะมีการ เล่นสกีกันอย่างสนุกสนาน ในเมืองซัปโปโร จะมีงานเทศกาลหิมะ เฉลิมฉลองกันอย่างเยิ่งใหญ่เป็นงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีการประกวดการปั้นหิมะ เป็นรูปสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างในประเทศต่าง ๆ ส่วนที่ฮอนซูเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการท้าความเย็น พร้อมกับไปชมความงามของภูเขาไฟฟูจิ ฤดูหนาวของญี่ปุ่นอากาศหนาวมากฉะนั้นต้องเตรียมเสื้อหนาว เสื้อโค๊ทอย่างหนาไปเลยทีเดียวหรือจะไปซื้อที่ญี่ปุ่นเลยก็ย่อมได้และอย่าลืมถุงมือ ผ้าพันคอ หมวก ถุงเท้ารวมทั้งผ้าปิดปากซึ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นและป้องกันปากแตกจากลมหนาวซึ่งหนาวจับใจเป็นอย่างยิ่ง

  • เที่ยวญี่ปุ่นฤดูหนาวสัมผัสหิมะพร้อมชมเทศกาลประดับไฟในโตเกียว

1. โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) ชมบรรยากาศคริสต์มาสและแสงสีบนหอคอยโตเกียว หอคอยสูงที่สุดในโลก สถานที่ชมวิวมุมสูงเมืองโตเกียว

1-11

2. รปปงหงิฮิลล์ (Roppingi Hills) ประดับไฟบนต้นไม้ตลอดสองข้าง โดยใช้หลอด LCD กว่า 1 ล้าน ดวง

1-2

3. ที่ห้างคาเรทตะ ชิโอโดเมะ (Caretta SHIODOME ) โดยงานนี้ใช้หลอดไฟ LED กว่า 2 แสนดวง และการแสดงแสงสีเสียงสุดอเมซิ่ง

1-3

4. มิดทาวน์ (Midtown) ไฮไลท์อยู่ที่การประดับแสงไฟในสวน Starlight Garden ใช้หลอดไฟ LED ไฟกว่า 280,000 ดวง โดยปีนี้ใช้ชื่อชุด space travel ให้ความรู้สึกเหมือนเหล่าดวงดาวล่องลอยอยู่ในจักรวาล

1-4

5. นาคาเมะกุโระ (Nakameguro) ประดับไฟเป็นถ้ำสีฟ้าตลอดสองข้างทางของแม่น้ำ Meguro เป็นระยะทางกว่า 1 กม .

 

6. โตเกียว โดม ซิตี้ (Tokyo Dome City) ประดับไฟในชื่อชุด Light of Promenade พาเหรดแห่งแสงสี ใช้หลอด LED กว่า 2 ล้านดวง

1-6

7.  มะรุโนะอุจิ (Marunouchi) ประดับไฟตลอดสองข้างทางถนระยะทางกว่า 1.2 km ด้วยหลอดไฟสีทอง กว่า 1 ล้าน ดวง

1-7

  • ในช่วงฤดูหนาวถึงจะมี หิมะตกเกือบทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ยังมีสวนดอกไม้สวยๆให้นักท่องเที่ยวได้ชม

1. ชมซากุระบานฤดูหนาวที่อำเภอ Kawazu จังหวัด Shizuoka มีดอก Kawazu-zakura ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่มีสีสันสดใสกว่าซากุระพันธุ์ อื่นๆช่วงที่มีดอกไม้บานจะ มีนักท่องเที่ยวมากกว่าหนึ่งล้านคนมาเที่ยวชม

2-1

2. สวน Kairakuen อำเภอ Mito จังหวัด Ibaraki ติดอันดับสามของสวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ที่นี่มีต้นบ๊วย 1,000 ต้น และต้นไม้อื่นๆ อีกกว่า 3,000 ต้น บานอย่างสวยงาม หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนให้ชมในทุกฤดู

2-2

3. ชมดอกซากุระที่บานเร็วที่สุดในญี่ปุ่น มีดอกซากุระมากกว่าสองหมื่นต้นบานอย่างงดงามอยู่ที่โบราณสถานของปราสาท Nago ใน Okinawa

2-3

4. ชม “ดอกป๊อปปี้”ที่สวน Tateyama Family Park จังหวัด Chiba สวยงามหลากสีทั้งสีเหลือง แดง ส้มจำนวนกว่าแสนต้น เบ่งบานรับแสงแดด

2-4

5. ชมดอก Narcissusที่ สวน Nada-Kuroiwa Narcissus Park เกาะ Awaji Island ในจังหวัด Hyogo ที่นี่มีดอก Narcissus ประมาณ 5 ล้านต้นบานเต็มพื้นที่ไปตามไหล่เขาจนสุดทะเล

2-5

6. ชมสวนดอกทิวลิปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นที่ Huis Ten Bosh ซึ่งมีดอกทิวลิปกว่า 300,000 ต้น บานพร้อมๆ กันให้ชม

2-6

แนะนำสกีรีสอร์ทที่ฮิตติดอันดับโลกของญี่ปุ่น (Yamagata Zao Onsen Ski Resort) เมืองยะมะงะตะ (Yamagata) แหล่งเล่นสกีชื่อดังระดับโลกของประเทศญี่ปุ่น เอกลักษณ์ของลานสกีและภูเขาหิมะแห่งนี้ คือ มนุษย์หิมะจุนเฮียว ซึ่งก็คือต้นไม้ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะนับหมื่นต้นเรียงรายกันอยู่ตามไหล่เขา ในยามค่ำคืนจะมีการเปิดไฟแสงสีประดับจุนเฮียวเหล่านี้อย่างสวยงาม นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับการเล่นสกี เล่นหิมะ ถ่ายรูปคู่จุนเฮียวแล้ว สกีรีสอร์ทแห่งนี้ยังเป็นบ่อน้ำพุร้อนยอดนิยมอีกด้วย โอโซระคัง สโนว์ พาร์ค (Osorakan Snow Park) เมืองอะคิโอตะ (Akiota)

3-1

สถานที่เล่นสกีอีกแห่งที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก ลานสกีแห่งนี้ยามหิมะตกจะมีความสูงถึง 3 เมตร จึงทำให้เป็นเมืองเล่นสกียอดนิยมไปโดยปริยายและที่นี่มีรีสอร์ทหลายแห่งพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมทั้งของชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะมีการจัดการแข่งขันการสร้างบ้านหิมะและกิจกรรมสนุกๆอีกมากมายไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ณ รีสอร์ทแห่งนี้อีกด้วย

3-2

นิเซโกะ แกรนด์ ฮิราฟุ (Niseko Grand Hirafu) ที่นี่เป็นลานสกีที่มีชื่อเสียงระดับ World Class รอบๆ บริเวณมีโรงแรม ที่พัก สกีรีสอร์ท และบ้านพักสวยๆมากมาย ตลอดจนเป็น 1 ใน 3 แห่งของสถานีเคเบิลคาร์สำหรับนักสกีขึ้นไปยังยอดเขานิเซโกะ อันนุปุริ จากลานสกีแห่งนี้สามารถเล่นสกีไปพร้อมกับชมทิวทัศน์ที่สวยงามของภูเขาไฟฟูจิน้อย ภูเขาไฟที่จำลองภาพภูเขาไฟฟูจิมาได้อย่างงดงามที่สุด และกิจกรรมที่ใครๆที่มาพักผ่อนบนนิเซโกะ แกรนด์ ฮิราฟุ ภูเขาหิมะแสนหนาวโปรดปรานก็คือการนอนแช่น้ำร้อน ออนเซน ที่ด้านหลัง Welcomeซึ่งคุณจะได้นอนแช่น้าร้อนพร้อมสัมผัสทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาไฟฟูจิน้อยจากสระกลางแจ้ง

สำหรับคนที่อยากเห็นภูเขาไฟฟูจิของจริงพร้อมๆ ไปกับการเล่นหิมะต้องไปที่ลานสกี Fujiten Snow Resort และอีกแห่งคือ Snow Town Yeti ก็สามารถเห็นฟูจิได้ด้วย

3-3


เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง กับ 15 มารยาทที่ต้องรู้


manner

1. การขึ้นบันไดเลื่อน

การขึ้นลงบันไดเลื่อน อย่ายืนขวางบันได้ เพราะจะมีการเว้นทางไว้สำหรับคนที่เร่งรีบจะได้เดินขึ้นลงได้สะดวก โดยปกติแล้วจะให้ยืนชิดซ้าย ***ยกเว้นภูมิภาคคันไซที่จะยืนชิดขวา****  จังหวัดในภูมิภาคคันไซ >>> เฮียวโงะ เกียวโต โอซาก้า ชิงะ นารา วากายาม่า และมิเอะ <<< ไม่เพียงแต่บันไดเลื่อนเท่านั้นนะ การเดินบนทางเท้าคนญี่ปุ่นก็จะเว้นช่องแบบนี้เหมือนกัน

2. การโทรศัพท์บนรถไฟ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเดินทางส่วนใหญ่ของชาวญี่ปุ่นก็คือการนั่งรถไฟ เพราะฉะนั้นแล้วการปิดโทรศัพท์ระหว่างนั่งรถไฟ เป็นมารยาทพื้นฐานที่เค้าปฏิบัติกันเป็นประจำ เพื่อเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งควรปิดเสียงและเปิดเป็นระบบสั่นแทน ไม่ควรพูดคุยโทรศัพท์ในขณะโดยสาร หากจำเป็นให้ส่งเป็นข้อความจะดีกว่า

3. การเข้าคิว

การเข้าคิวเป็นเรื่องปกติของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว ยังจำได้มั้ยเมื่อครั้งเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นเค้ายังเข้าคิวรอไม่มีแตกแถวเลยสักนิด ไม่ว่าจะไปที่ไหนเราก็จะเห็นการเข้าคิวที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งรอรถประจำทาง รอเข้าห้องน้ำ รอคิวอาหาร หรือรอซื้อของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือคนแก่ก็ไม่มีข้อยกเว้นนะจีะ

4. มายาทการขึ้นลิฟต์

การใช้ลิฟต์ของคนญี่ปุ่น ผู้ที่เข้าไปคนแรกจะต้องทำหน้าที่เป็นคนกดเปิดปิดประตูให้คนอื่นๆ และเมื่อถึงชั้นที่จะต้องออกไปก็ต้องรอให้คนอื่นออกไปให้ครบก่อน ถึงจะออกไปเป็นคนสุดท้าย หากเข้าไปในลิฟต์แล้วเห็นผู้หญิงเป็นคนกดลิฟต์อย่าคิดว่าผู้ชายไม่มีน้ำใจนะ จ๊ะ

5. เวลาชำระเงินตามสถานที่ต่างๆ

ตามร้านค้าต่างๆ จะมีถาดสำหรับวางเงินไว้ตรงที่จ่ายเงินให้แล้ว เวลาเราซื้อของเสร็จแล้วจะชำระเงิน ให้นำเงินไปวางไว้ในถาด เพื่อป้องกันการสับสนทั้งการรับและการทอนเงินคืน และจะสังเกตได้ว่าหาดได้รับธนบัตรไป เค้าก็จะพูดย้ำว่ารับเงินมาเท่าไหร่ และนับเงินทอนไปวางบนถาดให้เห็นกันชัดๆ เลย

6. การใช้บริการต่างๆ กับพนักงานขายสินค้า

เวลาไปซื้อสินค้า ของชิ้นนี้ชอบจังเลยอยากจะเข้าไปถามว่ามันคืออะไร แล้วราคาเท่าไหร่นะ แต่พนักงานขายติดให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่น่ะสิ จะเข้าไปถามเลยดีหรือเปล่า บอกไว้ก่อนนะครับ อย่าทำอย่างนั้นเชียวนะ เพราะเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก ควรรอให้เจ้าของร้านหรือพนักงานให้บริการคนนั้นเสร็จเสียก่อน เค้าถึงจะมาให้บริการเราเป็นคนถัดไป

7. มารยาทการพูดคุยในที่สาธารณะ

คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเคารพความเป็นส่วนตัวอย่างมาก และถือว่าพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ทุกคนในสังคมใช้ร่วมกัน เราจึงเห็นบรรยากาศในสถานที่สาธารณะต่างๆ รวามไปถึงสถานีรถไฟ เงียบกริบมาก แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จะได้ยินก็คงเป็นเสียงตอนเดินเท่านั้น ดังนั้นใครไปญี่ปุ่นแล้วไปทำเสียงดังในที่สาธารณะ แบบนั้นเสียมารยาทมากๆ นะคะ

8. การทิ้งขยะ

เราจะสังเกตเห็นว่าถังขยะที่ญี่ปุ่น จะมีเรียงกันเป็นแถว โดยแยกประเภทเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว หากจะทิ้งขยะที่ญี่ปุ่นก็ต้องดูดีๆ ล่ะ อย่าไปทิ้งสุ่มสี่สุ่มห้า ขยะประเภทไหนทิ้งไว้ตรงไหนทิ้งให้ถูกนะจ๊ะ ซึ่งโดยทั่วไปในญี่ปุ่น เราจะไม่พบถังขยะตามทางเท้า ยกเว้นหน้าร้านค้าสะดวกซื้อสถานีรถไฟ และภายในอาคาร

9. มารยาทการขับรถต่อคนเดินเท้า

ไปญี่ปุ่นเดินข้ามทางม้าลาย ไม่ต้องกลัวรถวิ่งตัดหน้าหรือเบรกไม่ทัน รับรองว่าปลอดภัยชัวร์ หากเรามีโอกาสได้ขับรถในญี่ปุ่น จะต้องคำนึงถึงคนเดินเท้าให้มาก โดยเฉพาะทางม้าลาย รถจะต้องหยุดให้คนข้ามถนนหมดเสียก่อนถึงขับต่อไปได้ ไม่มีการบีบแตรไล่หรือขับผ่านไปโดยไม่หยุดเด็ดขาด

10. มารยาทการใช้ตะเกียบ

ไม่ควรใช้ตะเกียบของตนเองคีบอาหารให้คนอื่น หากจำเป็นต้องใช้ตะเกียบคู่ใหม่ หรือถ้าไม่มีคู่ใหม่จริงๆ ก็ใช้ตะเกียบของเรากลับด้านคีบอาหาร และผู้รับอาหารไม่ควรคีบตะเกียบรับต่อกัน แต่ควรยื่นจานของตนให้

11. การทิ้งกระดาษทิชชู่ในห้องน้ำ

ข้อ นี้อาจจะงงๆ กันสักหน่อย ทำไมถึงให้ทิ้งในชักโครก ก็เพราะคนญี่ปุ่นเค้าจะมีกระดาษทิชชู่แยกกันอย่างชัดเจน กระดาษทิชชู่ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะยาวและเหนียวกว่า แต่กระดาษทิชชู่ที่ใช้ในห้องน้ำจะเส้นใยที่เปื่อยยุ่ยง่ายกว่า สามารถสลายได้ เพราะฉะนั้นให้ทิ้งลงไปในชักโครกได้เลย

12. การให้ทิป

ทุกงานบริการในญี่ปุ่นถือว่าทำด้วยใจ ไม่จำเป็นต้องให้ทิป ถ้าหากเราอยากให้จนแกล้งวางไว้บนโต๊ะ เผลอๆ เค้าอาจจะวิ่งเอามาคืนเราซะอีก

13. การซ้อนท้ายจักรยาน

เป็น อีกหนึ่งกฏจราจรของญี่ปุ่นที่ควรรู้ไว้ บางทีเราอาจจะไปเที่ยวแล้วเช่าจักรยานมาปั่นชมเมือง ก็ควรเช่ามาคนละคัน เพราะเค้าห้ามนั่งซ้อนท้ายกัน รวมไปถึงไม่ใส่หูฟัง ไม่โทรศัพท์ ไม่ถือร่มในขณะขี่จักรยานด้วยนะ

14. การรอรถโดยสารประจำทาง

เราอาจจะเคย ชินกับรถเมล์บ้านเราที่ต้องรีบโบกไม่งั้นเลยป้าย หรือไม่ก็ขับผ่านเราไปหน้าตาเฉย ที่ญี่ปุ่นไม่ต้องกลัวเลยว่ารถเมล์จะไม่จอด เพราะเค้าจะจอดตามป้ายที่กำหนดไว้อยู่แล้ว และมีตารางเวลากำหนดไว้ชัดเจน รถเมล์จะจอดทุกป้ายแม้ไม่มีคนรอก็ตาม เราเพียงแต่ไปยืนให้ถูกป้ายเท่านั้นเดี๋ยวค้าก็จะจอดรับเราเอง

15. มารยาทที่ต้องทำทุกครั้งก่อนเข้าบ้าน หรือ ห้อง

ก่อน เข้าบ้านหรือเข้าห้อง ควรถอดรองเท้าก่อน และใช้รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้าน และหากจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าสำหรับเข้าห้องน้ำ

@amazing

ส่งความเห็นของคุณสิ!