@amazing

เตรียมตัวไปเกาหลี บินสู่อินชอน


เตรียมตัวไปเกาหลี ตม เกาหลี

เตรียมตัวไปเกาหลี ตม เกาหลี – หยุดยาวมาตลอดเกือบหนึ่งเดือนเต็ม เคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบซัมเมอร์ แต่จะเน้นหนักไปทางเล่นเกมมากกว่า อิอิ สอบเสร็จเมื่อวานนี้ วันนี้ก็ได้บินเกาหลีเลย ดีเหมือนกัน พักผ่อนต่างประเทศ หรูทีเดียว สมาชิกคณะนี้มีด้วยกันทั้งหมด 17 คน แต่เอาเข้าจริง รู้สึกว่าบาด เจ็บไป หนึ่ง แล้วเมื่อมาถึงที่สนามบินหนังสือเดินทางมีปัญหาอีกหนึ่ง เหลือเท่าไหร่ เป็นที่เดากันได้ พูดถึงหนังสือเดินทาง อยากจะเตือนหลาย ๆ ท่าน ที่จะต้องเดินไปทางต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ต้องใช้วีซ่าก็ดี ไม่ใช้วีซ่าก็ดี ดีที่สุดส่งหนังสือเดินทางไปที่บริษัททัวร์ก่อน เนื่องจากถ้าหนังสือเดินทางมีปัญหา จะได้แก้ไขแต่เนิ่น ๆ แล้วยังส่งผลให้หัวหน้าทัวร์ทำงานได้สะดวกในวันที่ออกเดิน จะได้ช่วยทำเรื่องการเช็คอินให้ก่อน อย่างรายที่มีปัญหาอันนี้ก็เนื่องจาก หนังสือเดินทาง มีการประทับตรายกเลิก ในหนังสือเดินทางหน้าที่ 2 แต่ลูกค้าส่งแฟกซ์มาให้ก็คือหน้า 1 ที่มีรูปถ่าย การประทับตรายกเลิกจะหมายถึงได้มีการทำหนังสือเดินทางใหม่ แต่คุณลูกค้าดันหยิบแต่เล่มเก่ามา แล้วไม่นำเล่มใหม่ติดตัวมาด้วย ทางออฟฟิศจะตรวจได้ก็แค่หน้าพาส ดูวันหมดอายุแค่นั้น ดังนั้นจะให้ดีที่สุด ก็ควรส่งหนังสือเดินทางไปยังบริษัททัวร์ก่อน เพื่อความปลอดภัย กรณีนี้เรียกเงินได้เท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจ ตั๋วเครื่องบินเรียกคืนไม่ได้อยู่แล้ว เฮ้อออ พูดแล้วก็สงสาร

การจัดที่ นั่งวันนี้สบายแท้ ไม่ต้องจัดให้มากมาย ลูกค้าถึงจะมาด้วยกัน แต่ก็ไม่รู้จักกัน ส่วนใหญ่มาจากดินแดนที่ราบสูง หลุดมาจากภาคเหนืออยู่หน่อเดียว ก็เฮียคนที่มีปัญหาเรื่องหนังสือเดินทางนั่นแหละ ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านด่านอรหันต์กันไปได้กี่คน อีก 5 ชั่วโมงคงได้รู้กัน


ตม เกาหลี


ตรวจคนเข้าเมืองที่ประเทศเกาหลี

พลิกไปพลิก 5 ชั่วโมงกว่า นอนก็ไม่ค่อยหลับ เมื่อยเอาการอยู่เหมือนกัน นั่งติดเบาะนานๆ ถึงสนามบินตามเวลาท้องถิ่น 07.30 น. เวลากำลังดี ตอนแรก็กะว่าวันนี้รายการของเราคงจะสบาย ๆ แต่ทุกอย่างมาพลิกผันก็ตรงที่ฝ่าด่านอรหันต์เนี่ยแหละ เห็นลูกค้าของเราถูกเรียกเข้าห้องทีละคน ๆ เริ่มหวั่นจนถึงคิว ก็กะว่าจะผ่านไปแบบสบาย ๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ผิดคาดหลังจากที่เจ้าหน้าที่แสกนหนังสือเดินทาง ไม่พูดพร่ำทำเพลง โดนเรียกไปนั่งรวมกับพี่น้องมูเฮาชาวที่ราบสูง เวงของน้องขาวจริง ๆ ตกใจพอสมควร ถ้าโดนส่งกลับ สงสัยต้องเอาถุงกล้วยแขกเดินคลุมหัว เค้ามากันเยอะแยะหัวหน้าทัวร์ไม่โดนส่งกลับ น้องขาวโดนซะงั้น การเข้าไปนั่งในออฟฟิศเป็นประสบการณ์ใหม่ จริง ๆ แล้วควรภูมิใจ คนธรรมดาเข้าไปไม่ได้ หรือจะไปอ้อนเจ้าหน้าขอเข้า ก็คงไม่ได้แน่นอน เมื่อก่อนตอนลูกค้าติดอยู่ในออฟฟิศอ้อนวอนเจ้าหน้ามันแทบตายขอเข้าไปหน่อย มันไม่ให้เข้า เที่ยวนี้ไม่ต้องอ้อน คุณได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้ เข้าไปด้านในก็ไม่ต้องทำไรมาก เค้ามีน้ำไว้รับรอง อยากกินก็กดเอา แล้วก็นั่งรอ ไอ้เรามันก็คนอยู่กับที่นาน ๆ ไม่ได้ ก็ลุกเดินดูนู่นดูนี่ เจ้าหน้ามองมาจากข้างนอก มาบอกให้ sitdown เลยสวนกลับไปว่าอยากเข้าห้อง มันก็บอกคำเดียวว่า “SIT DOWN” พูดเป็นอยู่คำเดียว แถมสำเนียงดุ >.< แล้วชั้นจะได้ออกไปกี่โมงเนี่ย นั่งสักพัก เจ้าหน้าก็เริ่มมาเรียกออกไปตอบแบบสอบถามทีละคน เรียกชื่อคนไทย ภาษาไทยชัดเปรี้ยเลย (สงสัยเรียกบ่อย เห็นมั้ยการเรียนภาษาต้องได้ใช้มันถึงจะเป็น แต่จะเรียนก็เลือกที่นิดหนึ่งนะ ไม่ควรเป็นที่ที่น่าตื่นอย่างนี้) แบบนี้เที่ยงสงสัยไม่เสร็จเป็น แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์มาโปรด เจ้าหน้าที่อีกคน มาเรียกมิสเตอร์ ฉลาด (น้องขาวเองแหละ) สอบถามสาเหตุที่ติดได้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ลูกทัวร์ไม่ได้กลับพร้อมกัน 3 คน แล้วมันเกี่ยวไรกับฉันเนี่ย เง้อออ ทางนู้นมีบันทึกไว้ ก็เลยบอกเค้าไปว่าเราไม่รู้เรื่อง เป็นหัวหน้าทัวร์มีหน้าที่พามาเที่ยว อย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ทราบ แล้วเจ้ากรรมกับกรุ๊ปนี้ ติดตั้ง 8 คน เลยโดนสงสัยว่าเป็นนายหน้าพาคนงานมาเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เค้าขอสำเนารายชื่อกรุ๊ปไว้เป็นหลักฐาน กำของน้องขาวจริง ที่ผ่านไปแล้ว 6 คน ก็คงมีคนมารับไปแล้ว ไม่นานก็ผ่านออกมาได้ เลยถามเจ้าหน้าที่คราวหน้ากลับมาจะโดนอีกมั้ย ลุงเจ้าหน้าที่หน้าตาใจดีหันกลับมาส่ายหัว แล้วตอบว่า “May be” – -* สรุปงวดหน้ากลับมามีปัญหาชัวร์ กรุ๊ปนี้มาด้วยกัน 15 คน ติด 8 คน 6 คน หายจ้อย กลับบ้านคนเดียว หุหุ คิดแล้วสยอง พี่น้องที่ราบสูงไม่น่าทำกันเลย ฮือ ๆๆๆๆๆๆๆ

ออกมาด้านนอก พี่กั้ง ไก๊ด์สาวสวย ก็รออยู่ด้านนอกเรียบร้อย รายงานสถานการณ์เรียบร้อย และเชคเพื่อความชัวร์ว่าไม่มีใครออกมาได้ ลูกทัวร์ที่ออกมาก่อน 6 คน ก็เป็นไปตามคาด คือ หายจ้อย โดดตามระเบียบ เหลือน้องขาวคนเดียว ได้เที่ยวเกาหลี 4 วัน บนความซวยก็มีความโชคดีอยู่บ้าง ทั้งนี้ก็ต้องขอขอบคุณทางทัวร์ พี่กั้ง ที่ให้ความอนุเคราะห์ช่วยดูแล เรื่องที่พัก อาหาร และพาไปเที่ยว ซึ้งใจ ดูแลดีเยี่ยมเลยฮับ

ออกจากสนามบินเราก็มาที่โรงแรม Seoul Leisure Hotel โรงแรม นี่ติดใจตั้งแต่คราวที่แล้ว ห้องสวย โดยเฉพาะห้องน้ำ รอบ ๆ โรงแรม ก็มีที่ให้เดิน ไม่เหงาชัวร์ ได้เวลาอาหารเที่ยว พี่กั้งพาไปกินอาหารเกาหลี เรียกว่าอะไรไม่แน่ใจ อร่อยดี เด๋วมื้อถัด ๆ ไป จะมาบรรยายให้ละเอียดเลย ยามบ่ายเราไปที่เมียงดง เมียงดง อารมณ์ก็ประมาณ สยามแสควร์บ้านเรา เราเลือกที่จะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไป รถไฟฟ้าใต้ดินที่นี่สะดวกมาก พี่กั้งเล่าให้ฟังว่า รถไฟฟ้าใต้ดินที่นี่ครอบคลุมทัวทั้งกรุงโซล ไปที่ไหนนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปสะดวกกว่า สนนราคาก็ไม่แพง(เปรียบเทียวกับค่าครองชีพที่นี่นะ) ไกลสุด ก็ราว ๆ 1,600 วอน คิดเป็นเงินไทยก็ เกือบ 50 บาท ในระหว่างการเดินทางก็ถามไถ่เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ในเรืองของคนชรา รัฐบาลจะรับเลี้ยงมีเงินเดือนให้ มีที่พักให้สำหรับผู้ชราที่ไม่มีใครเลี้ยงดู คนจรจัด ขอทานที่นี่แทบจะไม่มีให้เห็น รัฐบาลรับเลี้ยงดูอีกเหมือนกัน แต่ที่มีให้เห็นอยู่ข้างนอก พี่กั้งบอกว่า อยู่ในที่ที่รัฐบาลจัดให้จำถูกจำกัดสิทธิ บางคนเค้าไม่ชอบก็เลยหนีออกมา สำหรับวัยทำงานคนที่นี่ เมื่อจบมหาลัยใหม่ ๆ เงินเดือนจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 – 40,000 บาท ดูเหมือนว่าจะเยอะ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับค่าครองชีพที่นี้ ก็พอใช้เดือนชนเดือน คิดง่าย ๆ อาหารชามเดี่ยวที่นี่ ก็ราว ๆ 200 บาท อันนี้ถูกสุดแล้วนะ สำหรับคนไทยที่มีเที่ยวนี่เวลาซื้อของ พอคิดเป็นเงินไทยอาจตกใจ ทำไมแพงแบบนี้เนี่ย เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ตังค์ที่เสียไป คุ้มค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับกลับมา จริง ๆ คับ เรามาดูรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเค้ากันดีกว่า หน้าตาเป็นยังไงบ้าง – ตม เกาหลี

เมียงดงศูนย์รวมสินค้าแฟร์ชั่น สำหรับใครอยากได้เสื้อล้ำนำสมัย มาเดินที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง และหนุ่ม ๆ ที่ชอบส่องสาว มาเดินที่นี่ก็มีอันได้ส่องสาวกันตาแฉะเลย วัยรุ่นแต่งตัวกันเก่งมาก พี่กั้งว่า คนที่นี่ใช้เสื้อผ้าเปลือง สาเหตุมาจากฤดูกาล 4 ฤดู เสื้อผ้าก็จะเปลี่ยนไปตลอดไม่เหมือนเมืองไทย สายเดี่ยวกันตั้งแต่ ต้นปี ยันปลายปี มาที่เมียงดง ด้วยภาระอันใหญ่หลวงที่ต้องทำให้สำเร็จ ก็คือซื้อเครื่องสำอางค์ อีทูดี้ (อีตูด แพงจิง) ร้านอีทูดี้ในเมียงดง มี 10 กว่าร้าน แต่ละร้านราคาเท่ากันหมด วิธีการเรียกลูกค้าก็คือ ใช้ของแถมเป็นตัวล่อ บางครั้งซื้อของไม่กี่ชิ้น ขอแถมมากกว่าสินค้าที่ซื้อด้วยซ้ำ ของแถมก็จะเป็นจำพวก หวี กระบอกน้ำ ที่นวด ปากกา ฯลฯ

เรียบร้อยกับอีทูดี้ ก็มันซัดกับโดนัทสด Krispy Kreme อร่อยมาก ราคาเริ่มต้นที่อันละ 1,100 วอน จัดมา 3 อัน ก่อนกลับโรงแรม วันนี้ไปไหนไกลมากไม่ได้ เดินแทบจะไม่ได้ลืมตา ก็เลยรีบกลับมานอนพักที่โรงแรม สอบเสร็จ ก็ได้มาพักผ่อนที่เกาหลี 4 วัน สบายจริง ๆ อิอิ


เตรียมตัวไปเกาหลี ได้เวลาเที่ยวเกาหลีกันแล้ว


เตรียมตัวไปเกาหลี ตม เกาหลี

เช้าวันใหม่มาเยือนกับอากาศที่เย็นสบาย ตื่นมายังตกใจเล็กน้อย เห็นว่าสายคิดว่าลูกทัวร์รอแย่เลย นึกไปนึกมาไม่มีลูกทัวร์นี่หว่า หุหุ เคยชิน ล้างหน้าล้างตา เดินเฉิดฉายไปทานอาหารเช้า วันนี้โปรแกรมเริ่มช่วงบ่าย ไม่มีไรมาก ทางกลางวันแล้วก็เดินทางไปวังตกซู แล้วก็กลับไปที่เมียงดงอีกรอบ เพื่อ โดนัท คริสปี้ครีม แล้วก็กลับมาโรงแรม นอนอืด

ก่อนจะไปเดินโปรแกรมยามบ่าย พี่เล็ก ไก๊ด์ของบริษัท เบสท์ อีกหนึ่งคนก็มาสมทบ จริง ๆ แล้วพี่เค้ามาเอาชุดโอนามิ คือเจ๊อยากสวย กลัวสู้แม่บ้านชาติอื่นไม่ได้ (พี่เล็ก แกเป็นหัวหน้ากลุ่มแม่บ้านต่างชาติ ต้องล้ำนำสมัย) ก็เลยไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันก่อน เมนูวัน เป็นต้มเนื้อวัว น้ำซุปอร่อยมาก ๆๆๆๆๆๆ

หม่ำ ๆ เรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าสู่วังตกซู คราวนี้เลือกที่จะนั่งรถเมล์ แทนการนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน พี่กั้งว่าอยากให้เห็น บ้านเมืองเกาหลี ดำดินทุกวัน เดี๋ยวไม่เห็นอะไรกันพอดี รถเมล์ของเกาหลี ไม่เหมือนบ้านเรา ขึ้นไปบนรถ ก็ต้องจ่ายตังค์เลย มีทั้งแบบแสกน และแบบหยอดธนบัตร ราคาก็ 1000 วอน ตลอดสาย (จริง ๆ แต่ละที่ ที่ไปส่วนใหญ่ ก็แบบนี้หมดนะ เว้นแต่บ้านเรายังต้องมีกระเป๋ารถเมล์)

ครึ่งชั่วโมงให้หลัง เราก็มาถึงที่หมาย แต่ก่อนที่จะไปวัง มือกลางวันสงสัยกินน้ำเยอะ ปวด4 อย่างแรง พี่กั้งเลยเข้าห้างลอตเต้ อย่างง อาจนึกว่าเมืองไทยลอตเต้ คือหมากฝรั่ง ไม่ผิด แต่ที่เกาหลี กิจการของลอตเต้ มีตั้งของกินเล็ก ๆ น้อย ยันของโต ๆ อย่างอพาทเม้น ห้างสรรพสินค้า เราสองคนถือคติ มาไม่เที่ยวแวะเยี่ยวก็ยังดี เลยไประบายให้เรียบร้อย แล้วก็เดินเล่นนิดหน่อยในห้าง

จากห้างลอตเต้มาไม่ไกลนัก เราก็มาถึงวังตกซู วังนี้เป็นวังดั้งเดิม ที่ไม่ถูกทำลาย ไม่เหมือนวังอื่น ๆ ที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นวังที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่บนฐานเดิม วังแห่งนี้เป็นทีประทับของกษัตริย์องค์สุดท้าย สถาปัตยกรรมจะเป็นแบบผสมผสานระหว่างเกาหลี และวัฒนธรรมตะวันตก
พระราชวัง แห่งนี้ ไม่ใหญ่โตมากนัก ผู้คนที่เข้ามาชม ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเอง แล้วก็ชาวเกาหลี สาเหตุที่ไม่มีในโปรแกรมทัวร์ ก็เนื่องจาก เป็นพระราชวังที่เล็ก ถ้าทัวร์มากัน สัก 5 ทัวร์ ก็เต็มที่ เป็นของน้องขาวจริง ๆ ได้มาดูที่นี่ อิอิ

พ้นประตูใหญ่เข้ามา เดินมานิดหน่อยก็จะเห็นพระตำหนักต่าง ๆ บางพระตำหนัก ก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ซึ่งตอนนี้ใช้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะ ตอนแรกก็ว่าจะเข้าไปซะหน่อย แต่ต้องเสียค่าบัตรเข้าชมอีกต่างหาก เลยยกยอดไป ไปดูอันอื่นก็ได้ไม่ง้อ ชิชิ ลืมบอกไปค่าเข้าชมที่นี้ ราคา 10000 วอน (คิดเป็นเงินไทย 300 บาท) นอกจากพระตำหนักทรงฝรั่งแล้ว ก็มีท้องพระโรง สำหรับว่าราชการ ศาลาสำหรับชมมหรสพ พระตำหนักที่ประทับ เดินในวนไปวนมา เดินให้ช้าสุด ดูเวลา พึ่งจะผ่านไป 30 นาทีเอง อืม วังนี้เล็กจริง ๆ ทีนี้เราก็มาดูกัน ว่าได้ภาพอะไรมาบ้างเนอะ

จบจากวังตกซู ก็เดินกลับมาขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่เมียงดง เลยซัดโดนัท กลับมาอีกรอบ นาน ๆ มาที ต้องเอาให้คุ้ม อิอิ ใช้เวลาไม่นาน ก็กลับมาถึงโรงแรม มื้อเย็นวันนี้เพื่อความสะดวก เลยกินเคเอฟซี แล้วก็นั่งเล่นเนทที่โรงแรม เหงา ๆ เฮ้อ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หมดไปอีกวันหล่ะ – -*


เตรียมตัวไปเกาหลี


ตม เกาหลี

เข้าสู่เช้าวันที่สี่ มองไปข้างนอก ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศเหงา ๆ เหมือนอารมณ์น้องขาวไงไม่รู้ เอาหน่า พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้ว ขึ้นไปทานอาหารเช้า ตอนแปดโมง ห้องอาหารดันปิด ลืมไปช่วงนี้กรุ๊ปน้อย กรุ๊ปไปหมดเค้าก็ปิด คงลืมไปว่ามีเด็กน้อยตาดำจากเมืองไทย ยังไม่ได้ทานอาหารเช้า ไม่เป็นไร ขนมปังและเฟรนไฟ จากเคเอฟซียังเหลือ อนาถแท้ เฮ้อออออออ

นัดพี่กั้งไว้ ตอนเที่ยง ตอนแรกพี่กั้งจะมารับแต่เช้า แต่เกรงใจเลยว่า พี่มาตอนเที่ยงดีกว่า ทานข้าวเที่ยงแล้วค่อยออกไปลุย เที่ยงนิด ๆ เสียงโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น เป็นอันรู้กันว่าพี่กั้งมาแล้ว ท้องร้องกำลังได้ที่เลย มื้อกลางวันเป็นปลาหมึก ที่ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า ทาโกะ การทานอาหารที่เกาหลี ต้องสามัคคี ส่วนใหญ่ต้องมาช่วยกันย่าง ปิ้ง หรือไม่ก็ผัด อย่างวันนี้ เราต้องมาช่วยกันผัดปลาหมึก ด้วยความสดของปลาหมึก จึงมีรสหวาน แล้วพอเราทานใกล้หมด เค้าจะเอาข้าวลงไปผัด พร้อมกับใส่ซอสแดงอีกนิดหน่อย พุงกางเลยทีนี้ สนนราคามื้อ ก็โดนไปเกือบ 20,000 วอน หุหุ แพงได้ใจ

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าเข้าเมือง พี่กั้งพามาดูผลงานชิ้นโบว์แดงของประธาณาธิบดีคนปัจจุบัน ก็คือการคืนธรรมชาติสู่เมือง โดยการปรับภูมิทัศน์ คูเมืองโดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะ บางจุดก็มีการขุดขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาเชื่อมต่อ มีความยาว 7 กว่ากิโลเมตรพี่กั้งบอกว่า ที่ทำขึ้นอันนี้ทำตั้งแต่นาย โน มู เฮียน แกเป็นผู้ว่าฯ กรุงโซล ตอนทำใหม่ ๆ ประชาชนไม่ค่อยชอบ มีการประท้วง เพราะบางจุดถึงขึ้นต้องรื้อถอน ทางด่วนกันเลยทีเดียว แต่พอทำเสร็จแล้ว กลับกลายเป็นว่า เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ตอนเย็น หลังจากผู้คนเลิกงาน ก็จะพากันมานั่งพักผ่อนหย่อนใจกันตรงนี้ โดยเฉพาะเสาร์ อาทิตย์ คนจะเยอะมาก เห็นแล้วก็สะท้อนใจ เกาหลีพยายามที่จะสรรหาธรรมชาติให้กับประชาชนของเขา แต่มองกลับมาบ้านเรา เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร สงสัยคงต้องรอวันที่สภาพบ้านเรา ธรรมชาติใกล้จะหมดไป วันนั้นทุกคนคงช่วยกันอย่างจริงจัง

เดินทอดหุ่ยกันจนเมื่อยน่อง ได้เวลาเปลี่ยนที่ เดี๋ยวเราจะไปวัดพระยิ้มกัน จริง ๆ ก็มีชื่อเกาหลี แต่จำไม่ได้ ก็พอเดินเข้าไปในวัด เห็นมีรูปปั้น พระพุทธ ยืนยิ้มหรา เลยเรียกวัดพระยิ้ม เนื่องจากปกติพี่กั้งจะมาก็ตอนทำทัวร์ อยู่บนรถพี่เค้าก็บรรยายอย่างเดียว ไม่ได้ดูเส้นทาง พอเที่ยวนี้จะไปเอง เลยขาดความมั่นใจ ง่าย ๆ คือ เจ๊บอกว่า ไปไม่ถูก เราเลยใช้บริการแท๊กซี่ ที่พึ่งสุดท้ายของเรา การเรียกรถแท๊กซี่ของที่นี่ ขึ้นก่อนแล้วค่อยบอกว่าจะไปไหน แท๊กซี่ห้ามปฏิเสธ ดีได้ไม่อารมณ์เสียแบบบ้านเรา ขึ้นไปปุ๊ป พี่กั้งก็บอกจุดหมายปลายทาง แท๊กซี่ก็หันกลับมาถามเรา ว่ามันอยู่ตรงไหน แป่วววววว ตัวช่วยสุดท้าย ก็พึ่งไม่ได้ซะง้าน ไม่เป็นไรค่อยคลำทางกันไป แท๊กซี่เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา แปปเดียว ก็มาถึงจุดหมาย หันกลับไปดู หากจากจุดเกิดเหตุ ที่เราขึ้นรถ ไม่ถึง 1 หนึ่งกิโลเมตร ฮิ้ววววววววววว ฮากันอยู่สองคน

วัดพระยิ้ม เป็นวัดหลวงในกรุงโซล ซึ่งวัดในเกาหลีส่วนใหญ่จะอยู่ตามป่าซะมากกว่า ในกรุงโซลมีวัดแค่ไม่กี่แห่ง วัดนี้เป็นวัดนิกายมหายาน ลักษณะภายในวัดไม่ใหญ่โตมากนัก ก็ให้ได้ไหว้ขอพรกัน ใช้เวลานำชมประมาณ 30 นาทีก็เรียบร้อย แต่เนื่องจากลูกทัวร์คนนี้เป็นอิสลาม จึงยกยอดไปเดินดูสักพัก เราก็ออกกันมา

ตม เกาหลี

ออกจากวัดพระยิ้ม ก็กะว่าจะไปเดินที่วังอีกซักแห่ง แต่เผอิญสายตาไปแตะเข้ากับ ซอย ๆ หนึ่ง เห็นคนเดินกันเยอะแยะไปหมด พี่กั้งว่า ตรงนั้นเป็นถนนคนเดิน เรียกว่า นัมซาน ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายกระทัน ไปดูไร ที่เป็นเกาหลี ๆ ดีกว่า ที่ถนนคนเดินแห่งนี้ อารมณ์ก็จะประมาณ จตุจักรบ้านเรา มีของที่ระลึก งานฝีมือ อาหาร ขนมคบเคี้ยว ความยาวของถนน ก็น่าจะประมาณ กิโลกว่า ๆ แต่นั่นยังมีซอยเล็ก ๆ ให้ได้แยกไปอีก ได้ถุงเท้า มา 3 คู่ ลายน่ารัก แม่บอก ใช้ของไม่เหมาะกับหน้าตาอีกแล้ว หน้าตาน่ากลัว ทำตัวน่ารักไม่เห็นแปลกจริงไหม เดินกันอยู่ชั่วโมงกว่า ก็ได้เวลากลับโรงแรมกันหล่ะ นั่งรถเมล์เที่ยวชมเมือง รถไม่ติดมาก เพราะเป็นวันเสาร์

มื้อเย็นวันนี้แต่เดิมกำหนดจะไปกินไก่ตุ๋น โสม แต่กลัวเดี๋ยวคึกจัดนอนไม่หลับ เลยไปกินบะหมี่เย็นข้างโรงแรมดีกว่า เส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม เคี้ยวไป เคี้ยวมาเหมือนเคี้ยวหนังยางเลย หยุ่น ๆ หนุกลิ้นดี รสชาติก็จัดจ้าน มีแบบน้ำ กับแห้ง ถ้าแห้งนี่จะเผ็ดหน่อย ตอนแรกกะว่าจะสั่งแบบน้ำ แล้วเปลี่ยนใจเอาแบบแห้ง เพราะกลัวไม่เผ็ด การตัดสินใจไม่ผิดพลาด แบบน้ำมีใส่น้ำแข็งด้วย พระเจ้า ก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำแข็ง พี่กั้งว่า นี่แหละเค้าถึงเรียกว่า บะหมี่เย็น อ่ะจ๊ะ ขอบาย มาแบบแห้งดีกว่า มาดูหน้าตากันว่า บะหมี่ใส่น้ำแข็งเป็นยังไง มื้อค่ำเรียบร้อย ก็กลับโรงแรมมาอืด พรุ่งนี้กลับบ้านแล้ว


เตรียมตัวไปเกาหลี ได้เวลาบินกลับไทย


วันที่รอคอยก็มาถึง. ได้กลับบ้านแว้วววว จริง ๆ แล้วก็ควรดีใจนะ ได้มาพักผ่อน สี่วัน ที่เกาหลี มีคนดูแลตลอดการเดินทาง เสียดาย สภาพจิตใจไม่พร้อม ประกอบกับมีปัญหาเรื่องตาบวม ผลพวงมาจากการอ่านหนังสือสอบ เดินตาบวมน้ำตาไหลตลอด ประกอบกับภาษาก็สื่อกันไม่รู้เรื่อง ถึงแม้จะมีคนมาดูแล แต่ก็เกรงใจ คราวนี้(ยังจะมีคราวหน้าอีก -*-) คงไม่รบกวน ฉายเดี่ยวเองได้เลย หลังจากที่สังเกตุ ถ้าอยู่แต่ในกรุงโซล เราสามารถที่จะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปไหนก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่า แล้วจะไปเที่ยวไหนหล่ะ บริเวณสถานีรถไฟจะมีแผนที่ไว้ให้บริการ พร้อมทั้งบอกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ นั่งรถไฟไปได้หมด ในเรื่องของอาหารการกิน ตรงนี้จะลำบากหน่อยเพราะเมนูอาหาร ไม่มีภาษาอังกฤษ ถ้าไม่คิดมาก ข้าวกล่องร้านเลขเจ็ด (เซ่เว่นอีเลเว่น) ก็พอประทังอยู่ท้องได้ แล้วยังมีของกินข้างทางอีก ไม่อดตายแน่นอน

วันนี้ ไม่มีโปรแกรมไปไหน ออกจากโรงแรมก็มุ่งตรงไปสนามบิน การไปสนามบินก็สะดวก มีรถไปสนามบินไว้คอยบริการ รอที่ป้ายรถเมล์ จะมีตารางเวลาบอกว่า รถจะมาตอนกี่โมง ตรงเวลามาก ค่าคนละ 10,000 วอน หนึ่งชั่วโมงให้หลังเราก็มาถึงจุดหมาย ทำการเช็คอิน ก็บ๊ายบายอำลากับพี่กั้ง มานั่งรอ ตรงหน้าประตูขึ้นเครื่องเลย งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา 4 วัน โดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดาย ก็เป็นอันจบลงด้วยดี ท้ายนี้ ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง กับบริษัท เบสท์ ขอบคุณสำหรับความกรุณาของคุณอาทิตย์ ไม่ทิ้งหัวหน้าทัวร์ตัวน้อย ขอบคุณพี่กั้ง ที่คอยดูแลตลอด 4 วัน จะบอกว่า พี่กั้งพาไปกินแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลย ขอบคุณบริษัท ไดมอนไชน์ ที่ยังเกื้อกูล ให้มีทัวร์ได้ทำตลอด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ตม เกาหลี นั้นโหดจริงๆ เน้อ

ดูสถานที่ท่องเที่ยวเกาหลี เจ๋งๆ ไม่เหมือนใคร คลิกที่นี่ ไปเกาหลี

@amazing

ส่งความเห็นของคุณสิ!